ธุรกิจสื่อและบันเทิงในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

ธุรกิจสื่อและบันเทิงในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพร่ภาพและกระจายเสียงทางโทรทัศน์ ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัลที่มีจำนวนช่องธุรกิจ 24 ช่อง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดผลิตรายการโทรทัศน์มีมูลค่า 32,690 – 33,260 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 14-16 จากปี 2556 ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 28,780 ล้านบาท นอกจากนี้ ธุรกิจสื่อและบันเทิงไทยยังได้รับกระแสการตอบรับที่ดีในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน และประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยมีปัจจัยหนุนด้านความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม ระดับการเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติที่มากขึ้นของประเทศต่างๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในการรับชมความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย สำหรับบริการสนับสนุนธุรกิจ ครอบคลุมถึง สถาปัตยกรรม ซอฟต์แวร์ ออกแบบ โฆษณา แฟชั่น และการพิมพ์นั้น ก็ได้รับปัจจัยหนุนมาจากความต้องการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเหมาจ้างเป็นโครงการ และ Outsource

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และธุรกิจร้านอาหาร สามารถใช้จุดแข็งของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้านในภูมิภาคต่างๆมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ รวมถึงใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านทักษะและความอ่อนน้อมในการให้บริการของคนไทยที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อและบันเทิง และบริการสนับสนุนธุรกิจนั้น ควรใช้จุดแข็งทั้งด้านทักษะความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยอาจเริ่มจากตลาดอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม

ไม่เพียงเฉพาะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น หากแต่ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมยังสามารถนำอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มาประยุกต์และผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ นำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมทั้งในส่วนของสินค้า บริการ และกระบวนการทำงาน รวมถึงใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรุดหน้าขยายแฟลตฟอร์มในการเข้าถึงลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศในรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อนำมาสู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภาพยนตร์อินเดียอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังรอวันเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก

ทั่วโลกรู้จักภาพยนตร์อินเดียในนามบอลลีวูด (Bollywood) แต่เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศอินเดียแล้ว บอลลีวูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังรอวันเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก

ช่วงสองทศวรรษแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ อุตสาหกรรมบันเทิงของอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อบอลลีวูด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ภาษาฮินดี (Hindi) ที่มีฐานที่ตั้งในเมืองมุมไบเริ่มเติบโตอย่างโดดเด่นจากการผสมผสานการเล่าเรื่อง เครื่องแต่งกาย และเพลงประกอบในท่วงทำนองตามแบบสไตล์ของภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Hollywood) ตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทางตอนใต้ของอินเดียที่ใช้ภาษาทมิฬและเตลูกู (Tamil & Telugu) ในนามของทอลลีวูด (Tollywood) ในเมืองไฮเดอราบัด (Hyderabad) ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้อินเดียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่แห่งการผลิตภาพยนตร์และตลาดใหม่ที่มีอนาคตสำหรับวงการบันเทิง

ทั้งบอลลีวูดและทอลลีวูดต่างเป็นช่องทางใหม่สำหรับการเข้าและออกวงการภาพยนตร์อินเดีย ตั้งแต่ผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างเช่นการเขียนสคริปต์ การทำสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ที่สามารถเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ จากการร่วมมือกับค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ เช่น ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ หรือโซนี่ พิคเจอร์ส รวมถึงการอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ส่วนใหญ่อาศัยทุนส่วนตัว ก็สามารถระดมทุนจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเจาะตลาดอินเดียด้วยการเข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์ในการผลิต

ทางด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ส่วนที่นอกเหนือจากบอลลีวูดและทอลลีวูดนั้น ส่วนใหญ่ยังคงได้รับอิทธิพลจากมหากาพย์มหาภารตะและรามายาณะ ความเชื่อทางศาสนาและละครท้องถิ่น (Parsi Theatre) ที่รวมเรื่องจริงกับแฟนตาซีเข้ากับดนตรีและการเต้นรำ ผสานกับแนวคิดเรื่องความคุ้มค่าเงินของผู้ชมจึงทำให้ภาพยนตร์อินเดียมีหลากรสในเรื่องเดียวเหมือนเครื่องแกงมาสซาลา (Masala) ซึ่งภายใน 3-4 ชั่วโมงจะมีการร้องเพลงและเต้นตลอดเรื่อง มีดาราดังที่มารับบทตั้งแต่ฮีโร่ต่อสู้กับเหล่าร้ายในภาพยนตร์แอ็กชั่นผสมตลกและรักสามเส้า ไปจนถึงเรื่องราวของครอบครัวที่เต็มไปด้วยพ่อแม่ที่โกรธเกรี้ยว การชิงรักหักสวาท การเสียสละ การฉ้อโกงและผู้ผดุงความยุติธรรม ญาติที่สูญหายและพี่น้องที่พลัดพรากโชคชะตาและความบังเอิญต่างๆ จนอาจจะดูเกินจริงสำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่ชาวอินเดีย

อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์อินเดียยังมีหนทางอีกยาวไกลเมื่อเศรษฐกิจของอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี มีแนวโน้มจะเติบโตด้วยนโยบายการสร้างงานและการพัฒนาสาธารณูปโภค รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งทำให้กำลังซื้อในประเทศเติบโตไปพร้อมกับการเปิดรับแนวคิดใหม่ในการพัฒนาภาพยนตร์ นั่นย่อมหมายถึงการพัฒนาภาพยนตร์อินเดียให้มีเนื้อหาสากลแต่ยังคงความเป็นอินเดียได้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งน่าจะทำให้สัดส่วนรายได้ของภาพยนตร์อินเดียในบ็อกซ์ออฟฟิศโลกที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7 เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เส้นทางการตลาดของภาพยนตร์ไทยทั้งในและนอกกระแสที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย


หากต้องการจะชมภาพยนตร์สักเรื่อง อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องลุกออกจากเก้าอี้ทำงาน หรือละสายตาจากโทรทัศน์ในบ้าน แล้วเปิดประตูออกสู่โลกของจอภาพยนตร์ ปัจจุบันภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะเคยสัมผัสประสบการณ์การดูหนังในโรงภาพยนตร์กันมาแล้ว เริ่มจากลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ ภาพยนตร์จึงกลายความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย

ในยุคนี้เราสามารถเลือกรับชมภาพยนตร์ด้วยช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในโรงภาพยนตร์ชั้นนำ ทั้งประเภทแผ่นซีดีและดีวีดี รวมไปถึงโลกออนไลน์ที่ปรู๊ดปราดว่องไวอย่างอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรก็สามารถเลือกชมแล้วนอนเกาพุงสบายๆกันได้ทั้งวัน หากพูดถึง ‘ตลาดภาพยนตร์’ อย่างเข้าใจง่าย ตลาดภาพยนตร์จะถูกจัดออกเป็น 2 ประเภทคือ ในกระแส และนอกกระแส

ภาพยนตร์ในกระแส (Mass) เป็นภาพยนตร์ที่เน้นความพึงพอใจของกลุ่มมวลชน มักได้รับความนิยมและทำรายได้เพราะเข้าฉายในโรงฯ ภาพยนตร์ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้คือ คอมเมอดี้ โรแมนติก สยองขวัญ และแอคชั่น เป็นต้น

ภาพยนตร์นอกกระแส หรือ อินดี้ (Indy) ภาพยนตร์ประเภทนี้มักมีเนื้อหาสะท้อนสังคม สะเทือนอารมณ์ รวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต หากคุณอยากจะดูภาพยนตร์อินดี้ดีๆ สักเรื่องก็คงจะต้องหาสถานที่ให้ดีเสียก่อน อย่าได้เผลอเดินดุ่มไปซื้อตั๋วตามโรงภาพยนตร์ เพราะหวังเพียงว่าจะมีให้ดูกันง่ายๆ เนื่องจากแนวอินดี้มักจะถูกฉายแยกออกจากโรงภาพยนตร์หลักส่วนใหญ่ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจึงเป็นทางที่ดีสำหรับการเลือกรับชมภาพยนตร์นอกกระแส

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น เนื้อหาที่สื่อออกมาเกินกว่าจะเข้าถึงจึงยากที่จะทำความเข้าใจซึ่งจะตรงข้ามกับภาพยนตร์กระแสหลัก ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ตรงประเด็น มีสีสัน และยิงตรงเข้าสู่ความต้องการเสพสื่อของผู้ชมอย่างเข้าเป้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพยนตร์กระแสหลัก จึงเจาะตลาดนำหน้าและกอบโกยรายได้เข้าเส้นชัยกว่าภาพยนตร์นอกกระแสทั้งในและต่างประเทศ ถ้าเปรียบกับกีฬามวย ภาพยนตร์ในกระแสคงปล่อยหมัดน็อคเอาท์ใส่ภาพยนตร์นอกกระแสให้หมดแรงกลางเวที ครองแชมป์เจ้าแห่งสังเวียนได้อย่างสบาย

ความต้องการทางสินค้าและบริการในการดูหนังหรือทางโรงภาพยนตร์

การคาดหวังของการดูหนังสักเรื่องว่าเราจะได้อะไรจากการดูหนังนั้น มันยากเกินไปหรือไม่ เคยตั้งคำถามกันหรือเปล่าว่า คุณได้อะไรจากการดูหนังกันบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นดูหนังโรง ดูหนังแผ่น หรือ ดูหนังหรือ ละครทีวี จริงอยู่ที่ว่าการดูหนังแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหนังอะไรก็ตาม หากแต่จุดประสงค์หลักๆโดยส่วนใหญ่แล้วก็คือ การดูหนังเพื่อการผ่อนคลาย นอกเสียจากจะมีคนบางคน บางกลุ่ม ที่ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังแบบเอาเป็นเอาตาย ดูหนัง เพื่อจับผิด ดูหนังรักเรื่องเดิมซ้ำๆ เพราะอิน หรือกำลังอยู่ในช่วงอกหัก การดูหนังแต่ละเรื่อง จะมีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันมากมาย แม้จะบอกว่าเป็นพลอตเดิมๆ แต่ตัวแสดง หรือฉากต่างๆ อาจจะแตกต่างกัน ไม่อย่างนั้นเค้าคงไม่เอาเรื่อง คู่กรรม มารีเมคทำอีกหลายเวอร์ชั่นหรอก นั่นเพราะนักแสดง ฉาก และเหตุการณ์บางอย่าที่แทรกเข้าไป มันแตกต่างกัน ซึ่งความจริงแล้วก็คือหนังเรื่องเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันนั่นเอง

การที่เราจะดูหนังให้ได้ประโยชน์กับตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับเราว่า เราจะสามารถรับได้มากน้อยแค่ไหน เราชอบดูหนังประเภทไหน แนวไหน และหนังแต่ละเรื่องจะสื่ออะไรให้เรารู้บ้าง และเราได้อะไรจากตรงนั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การดูหนังแต่ละครั้งของเรา จะต้องมีความคิด มีจินตนาการ และหลักความจริง ที่เราสามารถยึดและนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะหนังบางเรื่องอาจเป็นเรื่องจริง สถานที่จริง ที่เราสัมผัสได้ เหมือนกับว่าเราได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทำให้เรารู้ว่า เรื่องอย่างนี้ก็มีด้วย สถานที่นี่ก็มีด้วย บางครั้งการดูหนังตลกบางเรื่อง แม้จะมีเสียงหัวเราะเฮฮา แต่มันก็จะมีบางมุมที่หักฉากทำให้เราได้แง่คิดต่างๆได้เช่นกัน ทั้งความรู้สึกของคน ทั้งสภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ที่อ้างอิงจากเรื่องจริง ทำให้เราได้เห็นสภาพโลกกว้าง การรับรู้ความรู้สึกของคนกว้างขึ้นไปด้วยนอกจากเนื้อหาสาระและความบันเทิงแล้ว การดูหนังยังให้ประโยชน์กับเราและให้แง่คิดที่ดีด้วย อยู่ที่ว่าคุณจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรเท่านั้นเอง

พัฒนาวงการภาพยนตร์ให้ก้าวทัน AEC

ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ปี 58 วงการธุรกิจแผ่นฟิล์มถือเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ถูกเปิดกว้างให้แข่งขันกันอย่าง เสรี ซึ่งน่าสนใจว่า อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จะได้รับผลดี หรือเสีย และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร หลังปี 58

ปัจจุบันวงการภาพยนตร์ไทย มีการพัฒนาจากช่วง 10 กว่าปีก่อนมาก ทั้งตัวบทหนัง โปรดักชั่น รวมถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ แต่หากถามว่าภาพยนตร์ไทยอยู่ในระดับใดในอาเซียน ต้องบอกว่ามีหลายส่วน เพราะถ้าเป็นเฉพาะตัวภาพยนตร์ ไทย…ยังอยู่ที่ 3 ตามหลังฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

เนื่องจากภาพยนตร์ไทยมีข้อจำกัดด้านภาษา การสื่อสารทางวัฒนธรรม ทำให้มีตลาดจำกัดแค่คนไทย 60 ล้านคน แตกต่างกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่บทส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษทำให้สื่อสารไปต่างประเทศได้ง่าย แต่หากพูดในแง่การผลิต โปรดักชั่น หรือโรงภาพยนตร์ ของไทยถือว่าก้าวหน้าไปมาก สู้ได้ไม่เป็นสองรองใครในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดเสรีอาเซียน การแข่งขันในธุรกิจภาพยนตร์คงมีมากขึ้น ทั้งตลาดในอาเซียน หรือภาพยนตร์จากอาเซียนที่ออกไปขายในต่างแดน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะแม้มีจุดเด่นจากบทที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์รัก ผี หรือ ตลก และมีดาราโด่งดังแฟนคลับทั่วอาเซียน แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องภาษา และความสดใหม่ ที่เป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว ที่ทำให้น่าสนใจมากกว่า

ดังนั้นคนทำภาพยนตร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น การหันมาทำหนังร่วมทุนกับชาติในอาเซียนเพิ่มขึ้น เช่น เรื่อง “สบายดีหลวงพระบาง” ที่ใช้พระเอกคนไทย นางเอกคนลาว ซึ่งทำให้ขายได้ 2 ประเทศ และในอนาคตหากร่วมมือกัน 3-4 ชาติ จับมือกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยิ่งทำให้น่าสนใจและเปิดตลาดได้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ควรปรับบทให้มี 2 ภาษาเพื่อให้ง่ายต่อการทำตลาด รวมถึงควรใส่มุมมองในแง่ของธุรกิจเข้าไปผสมด้วย เพราะภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ใช้ทุนสูง จะมองแค่ศิลปะอย่างเดียวคงไม่ได้ ตลอดจนควรหาช่องทางสร้างรายได้อื่น นอกจากขายตั๋ว เพราะระยะหลังรายได้จากส่วนนี้มีแต่ลดลงเรื่อย ๆ

ส่วนในแง่การรวมตัวกับเอกชนของคนทำภาพยนตร์ในไทย ในนามสมาคม หรือสมาพันธ์ถือว่ามีความแข็งแกร่ง แต่ยังขาดเงินทุน และโอกาสการสนับสนุนไปโชว์ยังต่างแดนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือภาพยนตร์คุณภาพ ที่ยังมีโอกาสไปขายต่างแดนได้น้อย ทั้งที่ภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพดีหลายเรื่อง

เรื่องนี้…ถือว่าสำคัญที่ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้ขับเคลื่อน มากกว่าเพียงแค่ให้เงินสนับสนุนอย่างเดียว เช่น การนำภาพยนตร์ไทยทุกประเภทไปประชาสัมพันธ์ ไปเปิดตลาด ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่าง ๆ โดยไม่เลือกเฉพาะค่ายใหญ่ หรือการหาช่องทางฉายภาพยนตร์ให้มากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ในเวลานี้คือ…พอคนสร้างภาพยนตร์เสร็จกลับไม่มีเวทีให้ฉาย เนื่องจากระบบโรงภาพยนตร์ในไทย เหลือรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือประเภทอาร์ตไม่มีเวทีให้แสดง

ขณะเดียวกันภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการหารายได้อื่นในอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ เช่น การใช้สถานที่ในไทยเป็นฉากถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจโปรดักชั่นต่าง ๆ เพราะคนไทยมีศักยภาพมากแต่ยังขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ขออนุญาตถ่ายทำ ต้องผ่านหลายหน่วยงานมาก ทำให้ไม่สะดวก ผิดจากต่างประเทศที่รัฐอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ เพราะข้อดีนอกจากจะช่วยโปรโมตประเทศ และนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคนทำภาพยนตร์ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ช่วยพัฒนาภาพยนตร์ไทยไปในตัวด้วย

ธุรกิจภาพยนตร์ในวันนี้…ถือว่ามีความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การขายภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการเผยแพร่วัฒนธรรม ทำให้เกิดการยอมรับประเพณี ภาษา สินค้า การท่องเที่ยว เหมือนกับที่ประสบความสำเร็จในเกาหลี ภาครัฐจึงนิ่งเฉยไม่ได้และควรเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่!