พัฒนาวงการภาพยนตร์ให้ก้าวทัน AEC

ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ปี 58 วงการธุรกิจแผ่นฟิล์มถือเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ถูกเปิดกว้างให้แข่งขันกันอย่าง เสรี ซึ่งน่าสนใจว่า อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จะได้รับผลดี หรือเสีย และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร หลังปี 58

ปัจจุบันวงการภาพยนตร์ไทย มีการพัฒนาจากช่วง 10 กว่าปีก่อนมาก ทั้งตัวบทหนัง โปรดักชั่น รวมถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ แต่หากถามว่าภาพยนตร์ไทยอยู่ในระดับใดในอาเซียน ต้องบอกว่ามีหลายส่วน เพราะถ้าเป็นเฉพาะตัวภาพยนตร์ ไทย…ยังอยู่ที่ 3 ตามหลังฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

เนื่องจากภาพยนตร์ไทยมีข้อจำกัดด้านภาษา การสื่อสารทางวัฒนธรรม ทำให้มีตลาดจำกัดแค่คนไทย 60 ล้านคน แตกต่างกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่บทส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษทำให้สื่อสารไปต่างประเทศได้ง่าย แต่หากพูดในแง่การผลิต โปรดักชั่น หรือโรงภาพยนตร์ ของไทยถือว่าก้าวหน้าไปมาก สู้ได้ไม่เป็นสองรองใครในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดเสรีอาเซียน การแข่งขันในธุรกิจภาพยนตร์คงมีมากขึ้น ทั้งตลาดในอาเซียน หรือภาพยนตร์จากอาเซียนที่ออกไปขายในต่างแดน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะแม้มีจุดเด่นจากบทที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์รัก ผี หรือ ตลก และมีดาราโด่งดังแฟนคลับทั่วอาเซียน แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องภาษา และความสดใหม่ ที่เป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว ที่ทำให้น่าสนใจมากกว่า

ดังนั้นคนทำภาพยนตร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น การหันมาทำหนังร่วมทุนกับชาติในอาเซียนเพิ่มขึ้น เช่น เรื่อง “สบายดีหลวงพระบาง” ที่ใช้พระเอกคนไทย นางเอกคนลาว ซึ่งทำให้ขายได้ 2 ประเทศ และในอนาคตหากร่วมมือกัน 3-4 ชาติ จับมือกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยิ่งทำให้น่าสนใจและเปิดตลาดได้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ควรปรับบทให้มี 2 ภาษาเพื่อให้ง่ายต่อการทำตลาด รวมถึงควรใส่มุมมองในแง่ของธุรกิจเข้าไปผสมด้วย เพราะภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ใช้ทุนสูง จะมองแค่ศิลปะอย่างเดียวคงไม่ได้ ตลอดจนควรหาช่องทางสร้างรายได้อื่น นอกจากขายตั๋ว เพราะระยะหลังรายได้จากส่วนนี้มีแต่ลดลงเรื่อย ๆ

ส่วนในแง่การรวมตัวกับเอกชนของคนทำภาพยนตร์ในไทย ในนามสมาคม หรือสมาพันธ์ถือว่ามีความแข็งแกร่ง แต่ยังขาดเงินทุน และโอกาสการสนับสนุนไปโชว์ยังต่างแดนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือภาพยนตร์คุณภาพ ที่ยังมีโอกาสไปขายต่างแดนได้น้อย ทั้งที่ภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพดีหลายเรื่อง

เรื่องนี้…ถือว่าสำคัญที่ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้ขับเคลื่อน มากกว่าเพียงแค่ให้เงินสนับสนุนอย่างเดียว เช่น การนำภาพยนตร์ไทยทุกประเภทไปประชาสัมพันธ์ ไปเปิดตลาด ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่าง ๆ โดยไม่เลือกเฉพาะค่ายใหญ่ หรือการหาช่องทางฉายภาพยนตร์ให้มากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ในเวลานี้คือ…พอคนสร้างภาพยนตร์เสร็จกลับไม่มีเวทีให้ฉาย เนื่องจากระบบโรงภาพยนตร์ในไทย เหลือรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือประเภทอาร์ตไม่มีเวทีให้แสดง

ขณะเดียวกันภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการหารายได้อื่นในอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ เช่น การใช้สถานที่ในไทยเป็นฉากถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจโปรดักชั่นต่าง ๆ เพราะคนไทยมีศักยภาพมากแต่ยังขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ขออนุญาตถ่ายทำ ต้องผ่านหลายหน่วยงานมาก ทำให้ไม่สะดวก ผิดจากต่างประเทศที่รัฐอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ เพราะข้อดีนอกจากจะช่วยโปรโมตประเทศ และนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคนทำภาพยนตร์ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ช่วยพัฒนาภาพยนตร์ไทยไปในตัวด้วย

ธุรกิจภาพยนตร์ในวันนี้…ถือว่ามีความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การขายภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการเผยแพร่วัฒนธรรม ทำให้เกิดการยอมรับประเพณี ภาษา สินค้า การท่องเที่ยว เหมือนกับที่ประสบความสำเร็จในเกาหลี ภาครัฐจึงนิ่งเฉยไม่ได้และควรเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่!

การบริการของโรงภาพยนตร์และเป้าหมายหลักของการชมหนัง

14

เดี๋ยวนี้การจะไปดูหนังแต่ละเรื่องถือเป็นเรื่องที่คิดหนักกันเลยทีเดียว ด้วยค่าตั๋วที่แพงขึ้นเรื่อยๆ และยังมีข้อกำหนดหยิบย่อยอีกมากมาย โดยเฉพาะโรงของ 2 ค่ายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งโรงภาพยนตร์มากที่สุดในประเทศไทยอย่าง เครือ Major และเครือ SF ซึ่งเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงิน 150-200 บาทต่อหนัง 1 เรื่อง ซึ่งเกือบเท่ากับค่าอาหาร 2 วันเลยทีเดียว แต่ถ้าคิดนี่ว่าแพงแล้ว วันนี้เราจะพาไปดูที่แพงกว่ากับ 5 อันดับโรงภาพยนตร์ที่ค่าตั๋วแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งบางโรงแพงชนิดที่อดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มากันดูหนังกันแน่เหรอ

The Porch SFX คือโรงภาพยนตร์ที่มีค่าตั๋วแพงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีราคาต่อที่นั่ง 600 บาท ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันจันทร์-ศุกร์จะอยู่ที่ 500 บาท ทั้งนี้ ราคานี้รวม Cocktail 1 และ Snack ระหว่างรับชมภาพยนตร์ด้วย จริงๆ โรงภาพยนตร์ที่มีราคาที่นั่งสูงสุด 600 บาท ยังมีอีกโรงก็คือ กรุงศรี IMAX Paragon โดยที่นั่ง Ultimate IMAX ขายเป็นคู่คู่ละ 1,200 บาท เฉลี่ยคนละ 600 บาท แต่ในที่นี้ให้ The Portch SFX อันดับสูงกว่าเพราะราคาที่นั่งโดยเฉลี่ยสูงกว่า จุดเด่นสำคัญของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็คือ เป็นภาพยนตร์แนว Outdoor แห่งเดียวในประเทศไทย โดยจะมีการเปิดม่านฝั่งที่เห็นชายทะเลพัทยา ทำให้ผู้ชมสามารถชมภาพยนตร์ไปพร้อมๆ ดื่มด่ำวิวทิศทัศน์ทะเลพัทยา (แล้วแบบนี้จะมีกะจิตกะใจดูหนังเหรอ?) สำหรับที่นั่งของ The Porch SFX แบ่งเป็น 2 แบบคือแบบเก้าอี้กลมกับแบบเก้าอี้อาบแดด ส่วนตัวเห็นว่าใครต้องการไปเพื่อดูหนัง โรงนี้อาจไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่หากอยากพักผ่อนหรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โรงนี้ก็น่าจะพอตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง

ในสายตาของเจ้าของโรงภาพยนตร์เดี๋ยวนี้ มักมองว่าการเลือกไปชมภาพยนตร์สักเรื่อง มีอะไรที่กว่าแค่การไปชมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นกิจกรรมความบันเทิงสังสรรค์ในหมู่เพื่อน กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์สำหรับคู่รักหรือคนที่กำลังจีบกัน รวมถึงกิจกรรมสำหรับใช้เวลาว่างร่วมกันในครอบครัว โรงภาพยนตร์เดี๋ยวนี้จึงเน้นสร้างตัวเองให้เป็นแหล่งบันเทิงครบวงจรมากกว่าจะมีเพียงตัวโรงเพียงอย่างเดียว เราจึงเห็นว่าในโรงภาพยนตร์บางแห่งเลยมีทั้งลานโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ เรื่อยไปจนถึงร้านค้าร้านอาหารต่างๆ เพราะมองแบบนี้โรงภาพยนตร์จึงมักตั้งราคาตั๋วแพงๆ ไว้ได้ เพราะถือว่าได้รวมเอาความสะดวกสบายเข้าไปแล้ว ซึ่ง 5 อันดับโรงภาพยนตร์ที่มีค่าตั๋วแพงที่สุดก็คือผลของการใส่ความสะดวกสบายเข้าไปให้มากยิ่งขึ้น ทำให้ค่าตั๋วแพงกระฉูดยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของโรงภาพยนตร์ปัจจุบันโดยเฉพาะเครือ SF กับ Major ก็คือ คนที่มาดูเป็นกลุ่ม หรือพวกคู่รัก แต่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนอยากไปดูภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว หรือคนที่ไปดูคนเดียว ซึ่งบางทีก็โดนพนักงานมองด้วยสายแปลกๆ เข้าไปอีกเช่นกัน

การทำการตลาดและช่องทางการจำหน่ายของภาพยนตร์ สนุก ๆ

ภาพยนตร์ทุกชนิดมีวิวัฒนาการตามยุคสมัย มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดต้องสนใจติดตาม เพราะทฤษฎีในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในงานการตลาดและการทำหนัง ตัวแปรที่สำคัญ คือ การแข่งขันหรือคู่แข่งในตลาด การเป็นนักการตลาด ผู้กำกับภาพยนตร์ หรือคนที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมงานให้ลุล่วง ต้องมีความสามารถในการมองภาพรวมที่ต้องการออกมาให้ได้ เช่น เมื่อหนังออกฉายแล้วคนดูรู้สึกอย่างไร หรือเมื่องานเสร็จแล้ว เราต้องการความรู้สึกอย่างไรจากผู้ร่วมงาน เมื่อแคมเปญนี้ถูกปล่อยออกไปเราต้องการผลที่ได้แค่ไหน เมื่อได้ความรู้สึกตามที่ต้องการงานนั้นจึงเรียกว่าสำเร็จไม่ใช่แค่เสร็จ

การจัดจำหน่ายภาพยนต์เข้าสู่ช่องทางประเภทต่างๆที่นิยมปฏิบัติกันในสหรัฐฯปกติ แล้วจะอยู่บนพื้นฐานของกลยุทธในการกำหนดเวลาและลำดับของการจัดจำหน่าย ภาพยนต์เข้าสู่ตลาดการบริโภค- sequential distribution ที่จะช่วยรักษาความสนใจของผู้บริโภคให้ต่อเนื่องและนานพอที่จะทำรายได้ให้ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ทำการตลาดจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อตัดสินว่าจะ เริ่มต้นที่ช่องทางใดที่จะสามารถสร้างโอกาสทำรายได้ให้แก่ภาพยนต์เรื่องนั้น ได้มากที่สุด

กลยุทธในการกำหนดเวลาและลำดับของการจัด จำหน่ายสินค้าภาพยนต์เข้าสู่ตลาดที่นิยมใช้กันทั่วไปมาเป็นเวลานานคือ เริ่มต้นที่ช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าหลักคือโรงภาพยนต์ ตามติดมาด้วยการปล่อยออกสู่ตลาดค้าปลีกในรูปของการขายหรือการให้เช่า DVD หลังจากนั้นจะเป็นการนำออกเสนอฉายทางสถานีโทรทัศนที่เป็นช่องเคเบิ้ลหรือส่ง ผ่านสัญญาณดาวเทียมที่เป็นสำหรับตลาดระดับบน และท้ายสุดเป็นการฉายออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ธรรมดา

ปัจจุบันช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนต์ออกสู่ตลาดค้าปลีกและสู่ผู้บริโภคในวงกว้างในเวลา ที่รวดเร็วมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่ชั้น สูง และขนาดของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงเหล่า นี้ในชีวิตประจำวันที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ส่งผลทำให้วิธีการจัดจำหน่ายภาพยนต์เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปจำ เป็นต้องเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เกิดกลยุทธการตลาดแบบใหม่ที่เป็นการย่นระยะเวลาและ/หรือเปลี่ยนลำดับการจัดจำหน่ายจากระบบหนึ่งเข้าสู่อีกระบบหนึ่ง โรงภาพยนต์อาจจะไม่ใช่ช่องทางหลักของการจัดจำหน่ายอีกต่อไป แม้ว่าขณะนี้การจัดจำหน่ายภาพยนต์ส่วนใหญ่ยังคงเริ่มต้นที่โรงภาพยนต์ แต่มีภาพยนต์หลายๆ เรื่องที่เริ่มต้นการจัดจำหน่ายที่ช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น ก่อนการออกฉายในโรงภาพยนต์ หรือในบางกรณีกระทำพร้อมๆไปกับการออกฉายในโรงภาพยนต์ อย่างไรก็ดี กลยุทธการจัดจำหน่ายภาพยนต์ในรูปแบบใหม่นี้เพิ่งจะถูกนำมาใช้ในตลาดสหรัฐฯ ได้ไม่นานและยังไม่มีงานวิจัยศึกษาว่าเป็นกลยุทธการตลาดที่ประสบผลสำเร็จมาก ที่สุดในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหนังและสามารถเข้าไปแทนที่ระบบการจัด จำหน่ายแบบดั่งเดิมได้อย่างเต็มที่

ธุรกิจโรงภาพยนตร์….เติบโตท่ามกลางการแข่งขันของการทำการตลาด

 

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ถือเป็นธุรกิจบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ยังคงเป็นกิจกรรมอันดับแรกๆที่ผู้บริโภคเลือกในยาม ที่ต้องการผ่อนคลายจากการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบท่ามกลางปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า เนื่องจาก สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับมีราคาที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับกิจกรรมบันเทิงรูปแบบอื่น ส่งผลให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการในตลาดต่างมีการขยายสาขากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย จนผู้ประกอบการแต่ละราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดต่างเร่งปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการให้ทันสมัย เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลาได้อย่างตรงจุด นอกจากนั้น ยังได้นำกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆมาใช้เพื่อขยายและ/หรือรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เหนือคู่แข่ง

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนั้นจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่หลายจุดของกรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งเหตุการณ์ ลอบวางระเบิดตู้โทรศัพท์บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลในเรื่องของความปลอดภัย โดยเลือกที่จะอยู่บ้านแทนการเดินทางออกมาทำกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆนอกบ้าน ซึ่งรวมถึงการเดินทางมาชมภาพยนตร์ในโรง ภาพยนตร์ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพมหานครที่ถือเป็นตลาดหลักของธุรกิจนี้

สำหรับภาวะการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ จะเป็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 รายในตลาด ได้แก่ Major Cineplex และ SF Cinema โดยทั้ง 2 ราย ต่างได้มีการปรับปรุงและสร้างความแตกต่างในโรงภาพยนตร์ของตนให้มีความโดดเด่นเหนือกว่าของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราทันสมัยของสถานที่ทั้งภายในและภายนอกของโรงภาพยนตร์ และความทันสมัยของระบบเทคโนโลยีด้านภาพและเสียง ทั้งนี้ เพื่อเป็นจุดขายและดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาชมภาพยนตร์ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นทำเล ที่ตั้งสาขาให้อยู่ในแหล่งชุมชนใจกลางเมือง เป็นแหล่งรวมของย่านธุรกิจ สถานศึกษา และสถานบันเทิงต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงให้ได้มากที่สุด โดยในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างหันมาเปิดสาขาในรูปแบบของสาขาใน ห้างสรรพสินค้าและสาขาในโมเดิร์นเทรด แทนการเปิดสาขาในรูปแบบ Stand Alone Complex

นอกจากนั้น ยังเริ่มหันมาขยายฐานลูกค้าในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการ ต่างเริ่มมีการเปิดสาขาในต่างจังหวัดกันมากขึ้น โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ค่อนข้างสูง ขณะที่ โรงภาพยนตร์ที่มีรูปแบบทันสมัยและมีมาตรฐานยังมีอยู่ไม่กี่แห่ง ส่งผลให้ความต้องการที่จะบริโภคความบันเทิงในรูปแบบนี้ยังคงมีอยู่สูง

ด้านการส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์ด้านราคายังคงเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการใช้อยู่เสมอ ทั้งการจัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วชมภาพยนตร์ และการออกตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Package ราคาประหยัด ทั้งนี้ เพื่อการเพิ่มความถี่ในการเข้าชมภาพยนตร์ และเพิ่มรายได้ในช่วงที่มีคนเข้าชมภาพยนตร์น้อย เฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงวันธรรมดาและช่วงรอบดึก ที่มีอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ค่อนข้างน้อย โดยอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ของคนไทยนั้นส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในช่วงวันหยุดค่อนข้างมาก ทั้งยังมีการอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อและจองตั๋วชมภาพยนตร์ โดยมีการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น การจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกจากนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกัน เพื่อที่ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์ร่วมกับการซื้อสินค้าและบริการของคู่พันธมิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในขณะนั้น และนอกจากการ ส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังมีการทำการตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งกลุ่มวัยช่วงเริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่ม ผู้บริโภคที่นิยมเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงมีความรุนแรงต่อไป

การให้บริการและสินค้าในการมาชมหนังและภาพยนต์ของลูกค้า

การให้บริการและสินค้าในการมาชมหนังและภาพยนต์ของลูกค้า

ถ้าจะให้พูดถึงสินค้าและบริการในโรงหนังนั้นปัจจุบันการดูหนังหรือภาพยนต์ในโรงหนังนั้นคงไม่มีใครที่ไม่เคยเข้าโรงหนังแน่นอนซึ่งการชมหนังหรือภาพยนต์นั้นเราก็จะเจอการบริการที่ดีของพนักงานและพนักงานเหล่านี้ก็จะค่อยให้คำแนะนำเกี่ยวกับหนังหรือภาพยนต์ที่เราสนใจที่จะดูและปัจจุบันนี้สินค้าหรือของแถมที่เกี่ยวกับหนังหรือภาพยนต์ก็มีออกมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ เช่น แก้วน้ำ เสื้อ พวงกุญแจ ฯลฯและไม่ใช่แค่ของพรีเมี่ยมเท่านั้นยังมีสินค้าที่เป็นของกินและน้ำดื่มให้บริการอีกด้วย การดูหนังจะเพิ่มความรู้ให้กับเราเพราะการดูหนังที่จะทำให้เราจะทำให้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่ฉายออกมา อย่างเช่นหนังแนวสงคราม ก็ทำให้เรารับรู้ถึงกลยุทธ์การทหาร หนังแนวสืบสวนก็จะทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคาดเดาก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราคิดเสมอไป แบบนี้เป็นต้น การดูหนังแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะหนังแนวตลกโปกฮาจะช่วยให้เรากรามค้างได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเกิดความผ่อนคลายจากความเครียด ลืมเรื่องต่างๆความทุกข์ยากในอดีตได้อย่างหมดใจ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยหัวเราะออกมาเป็นอย่างยิ่งหนังบางเรื่องก็สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก บางทีอาจตื่นเต้นยิ่งกว่าการออกไปเที่ยวซะอีก และนี่ก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราสัมผัสความตื่นเต้นได้อย่างน่าประทับใจ หากเราอยากรู้ ก็ลองดูหนังให้มากๆสิ หนังบางเรื่องโดยเฉพาะหนังประเภทรักโรแมนติกต่างๆ จะเยียวยาจิตใจสำหรับคนที่มีความรักหรืออกหักได้เป็นอย่างดี และหลายคนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบดูหนังรักโรแมนติกแบบซ้ำไปซ้ำมา เพื่อเป็นการตอกย้ำชีวิตตัวเองที่กำลังเผชิญอยู่ อย่างเช่นซี่รีสชื่อดังบ้านเราเกี่ยวกับความรักวัยรุ่น เป็นต้น ที่วัยรุ่นจะชื่นชอบดูหนังแบบนี้เป็นพิเศษหนังบางเรื่องโดยเฉพาะหนังชีวิตหรือหนังที่สร้างจากเรื่องจริง เป็นสิ่งที่กระตุ้นจิตใจให้ผู้คนหันมาลุกขึ้นสู้ชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น และก็ให้แง่คิดอะไรดีๆอะไรหลายอย่าง ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราต่างไปจากเดิม บางทีก็อาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปก็ได้ เป็นที่น่าสนใจว่าการดูหนังสามารถใช้เป็นเครื่องมือบำบัดอาการต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดความกดดัน อารมณ์ของตัวเอง ที่ทำให้เราสามารถจินตนาการตามที่หนังฉายได้และก็ฟังดนตรีจากหนังไปด้วยพร้อมกัน ทั้งช่วยลดอาการความสับสนวุ่นวานทางจิตใจได้ด้วย ดังนั้นการดูหนัง ภาพยนตร์ก็จะได้การบริการที่ดีและยังมีสินค้าที่เกี่ยวกับหนังที่ดึงดูดให้คุณซื้อก็ได้