ข่าวลือ Jamie Dornan อาจไม่รับบทหนังภาคต่อจาก Fifty Shades of Grey

การแสดงอันเร่าร้อนของเจมี่ ดอร์แนนในเรื่อง Fifty Shades of Grey ทำเอาสาวๆเก็บไปฝันอยู่หลายวันเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ใบหน้าหล่อๆแบบนี้จะปรากฏให้เห็นเพียงภาคเดียวเท่านั้น เพราะแว่วมาว่าเขาอาจไม่รับบทนี้ในหนังภาคต่ออีกต่อไป ข่าวลือที่อ้างว่า พระเอกสุดฮอตัดสินใจถอนตัวจากการรับบท คริสเตียน เกรย์ ในหนังภาคต่อ Fifty Shades of Grey โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้ภรรยาเกิดอาการไม่สบายใจหากเขาต้องแสดงฉากเซ็กส์อันเร่าร้อนอีก 2 ภาค เจมี่ ดอร์แนน ขอถอนตัวกับทีมผู้สร้างด้วยตัวเอง พร้อมกล่าวว่า Fifty Shades of Grey คือจุดสูงสุดในอาชีพการแสดงของเขาแล้ว

การประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับภาพยนตร์อีโรติกเรื่อง Fifty Shades Of Grey ที่สามารถคว้าแชมป์รายได้เปิดตัวอันดับ 1 ใน 56 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถทำรายได้ในสหรัฐอเมริกาจากการฉายในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มากกว่า 85  ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน 3,646 โรงภาพยนตร์ และกวาดรายได้จากประเทศอื่นๆทั่วโลกประมาณ 158 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทุบสถิติเป็นภาพยนตร์เรท R ที่มีรายได้เปิดตัวสูงสุด และเป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดของภาพยนตร์โดยผู้กำกับหญิงอีกด้วย ผู้ชมส่วนใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผู้หญิงถึง 68 เปอร์เซ็นต์

แต่อย่างไรก็ตามเหตุผลสำคัญน่าจะทำเพื่อความสบายใจของภรรยาคนสวยเสียมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยให้สัญญากับเธอว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากการรับบทนี้ แต่ผลสุดท้ายดูเหมือนสาวๆทั่วโลกจะคลั่งไคล้ในตัวเขามากเกินไปจนทำให้เธอไม่ปลื้ม พิสูจน์ได้จากการที่ อเมเลีย วอร์เนอร์ ไม่ยอมดูหนังที่สามีสุดหล่อเลยนับตั้งแต่เป็นกระแสไปทั่วโลกซึ่งข่าวลือเรื่องการถอนตัวของ เจมี่ ดอร์แนน อาจไม่ใช่อุปสรรคแรกที่หนังชุด Fifty Shades of Grey ต้องเผชิญ โดยก่อนหน้านี้ผู้กำกับ แซม เทเลอร์-จอห์นสัน ได้แสดงความจำนงว่าจะถอนตัวเนื่องจากมีความเห็นไม่ลงรอยกับเจ้าของบทประพันธ์อย่าง อี แอล เจมส์ ที่อยากให้หนังเพิ่มดีกรีความสยิวมากกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นไปได้ว่า อี แอล เจมส์ จะเขียนบทหนังภาคต่อด้วยตัวเองอีกด้วย

หน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์ก่อนที่จะปฏิรูประบบราชการโดยจัดแบ่งกระทรวงใหม่

20

รัฐบาลปัจจุบัน เคยเสนอแนวนโยบายในการปฏิรูประบบราชการเมื่อสองปีก่อนว่า จะจับกลุ่มหรือรวมศูนย์งานแต่ละหน่วยต่างกรมต่างกระทรวงที่ซ้ำซ้อนกันเข้ามาไว้ด้วยกัน กรณีของงานภาพยนตร์ หน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์ก่อนที่จะปฏิรูประบบราชการโดยจัดแบ่งกระทรวงใหม่นั้น มีอยู่สามหน่วย คือ หนึ่ง ฝ่ายตรวจพิจารณาภาพยนตร์ และฝ่ายควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ควบคุมการเผยแพร่ภาพยนตร์และเทปวัสดุโทรทัศน์โดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สอง ฝ่ายกิจการภาพยนตร์ ในกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ
ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยหน้าที่ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สาม คือฝ่ายหอภาพยนตร์แห่งชาติ ในกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดูแลเรื่องการแสวงหา เก็บรักษาเพื่ออนุรักษ์และการให้บริการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ภาพยนตร์ในฐานะเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ

แต่เมื่อมีการปฏิรูปปรับเปลี่ยนกระทรวงกันใหม่แล้ว ปรากฏว่านอกจากมิได้มีการจับกลุ่มหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์เป็นกลุ่มเดียว ยังคงกระจายอยู่ต่างกระทรวง หรือเปลี่ยนย้ายกระทรวง และยังมีการเพิ่มหน่วยงานที่ดูแลภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ด้วย กล่าวคือยังคงมีหน่วยงานควบคุมหรือตรวจพิจารณาภาพยนตร์อยู่กับสำนักตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายกิจการภาพยนตร์ ในกรมประชาสัมพันธ์ โอนไปอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอยู่ในสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกรมที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มีบทบาทหน้าที่ประการหนึ่งมาดูแลเรื่องการส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ภาคการผลิตและบริการและกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปและวัฒนธรรม หอภาพยนตร์แห่งชาติ ยังอยู่ในกรมศิลปากร แต่โอนไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม และมีกรมใหม่ขึ้นในกระทรวงนี้ คือ สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ส่วนหนึ่งดูแลกิจการภาพยนตร์ในฐานะเป็นศิลปะร่วมสมัยอย่างหนึ่งด้วย

พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับดูแล และให้อำนาจสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติ คือการตรวจพิจารณาหรือการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์และกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์นั่นเอง พระราชบัญญัตินี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์ทั้งผู้ผลิตและผู้จัดฉายภาพยนตร์ กับภาครัฐ ในประเด็นเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และยังขัดแย้งกับภาคประชาชน ในประเด็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ธุรกิจสื่อและบันเทิงในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

ธุรกิจสื่อและบันเทิงในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพร่ภาพและกระจายเสียงทางโทรทัศน์ ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัลที่มีจำนวนช่องธุรกิจ 24 ช่อง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดผลิตรายการโทรทัศน์มีมูลค่า 32,690 – 33,260 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 14-16 จากปี 2556 ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 28,780 ล้านบาท นอกจากนี้ ธุรกิจสื่อและบันเทิงไทยยังได้รับกระแสการตอบรับที่ดีในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน และประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยมีปัจจัยหนุนด้านความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม ระดับการเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติที่มากขึ้นของประเทศต่างๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในการรับชมความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย สำหรับบริการสนับสนุนธุรกิจ ครอบคลุมถึง สถาปัตยกรรม ซอฟต์แวร์ ออกแบบ โฆษณา แฟชั่น และการพิมพ์นั้น ก็ได้รับปัจจัยหนุนมาจากความต้องการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเหมาจ้างเป็นโครงการ และ Outsource

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และธุรกิจร้านอาหาร สามารถใช้จุดแข็งของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้านในภูมิภาคต่างๆมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ รวมถึงใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านทักษะและความอ่อนน้อมในการให้บริการของคนไทยที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อและบันเทิง และบริการสนับสนุนธุรกิจนั้น ควรใช้จุดแข็งทั้งด้านทักษะความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยอาจเริ่มจากตลาดอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม

ไม่เพียงเฉพาะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น หากแต่ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมยังสามารถนำอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มาประยุกต์และผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ นำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมทั้งในส่วนของสินค้า บริการ และกระบวนการทำงาน รวมถึงใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรุดหน้าขยายแฟลตฟอร์มในการเข้าถึงลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศในรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อนำมาสู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภาพยนตร์อินเดียอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังรอวันเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก

ทั่วโลกรู้จักภาพยนตร์อินเดียในนามบอลลีวูด (Bollywood) แต่เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศอินเดียแล้ว บอลลีวูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังรอวันเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก

ช่วงสองทศวรรษแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ อุตสาหกรรมบันเทิงของอินเดียมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อบอลลีวูด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ภาษาฮินดี (Hindi) ที่มีฐานที่ตั้งในเมืองมุมไบเริ่มเติบโตอย่างโดดเด่นจากการผสมผสานการเล่าเรื่อง เครื่องแต่งกาย และเพลงประกอบในท่วงทำนองตามแบบสไตล์ของภาพยนตร์ฮอลลีวูด (Hollywood) ตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทางตอนใต้ของอินเดียที่ใช้ภาษาทมิฬและเตลูกู (Tamil & Telugu) ในนามของทอลลีวูด (Tollywood) ในเมืองไฮเดอราบัด (Hyderabad) ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้อินเดียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่แห่งการผลิตภาพยนตร์และตลาดใหม่ที่มีอนาคตสำหรับวงการบันเทิง

ทั้งบอลลีวูดและทอลลีวูดต่างเป็นช่องทางใหม่สำหรับการเข้าและออกวงการภาพยนตร์อินเดีย ตั้งแต่ผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างเช่นการเขียนสคริปต์ การทำสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ที่สามารถเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ จากการร่วมมือกับค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ เช่น ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ หรือโซนี่ พิคเจอร์ส รวมถึงการอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ส่วนใหญ่อาศัยทุนส่วนตัว ก็สามารถระดมทุนจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเจาะตลาดอินเดียด้วยการเข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์ในการผลิต

ทางด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ส่วนที่นอกเหนือจากบอลลีวูดและทอลลีวูดนั้น ส่วนใหญ่ยังคงได้รับอิทธิพลจากมหากาพย์มหาภารตะและรามายาณะ ความเชื่อทางศาสนาและละครท้องถิ่น (Parsi Theatre) ที่รวมเรื่องจริงกับแฟนตาซีเข้ากับดนตรีและการเต้นรำ ผสานกับแนวคิดเรื่องความคุ้มค่าเงินของผู้ชมจึงทำให้ภาพยนตร์อินเดียมีหลากรสในเรื่องเดียวเหมือนเครื่องแกงมาสซาลา (Masala) ซึ่งภายใน 3-4 ชั่วโมงจะมีการร้องเพลงและเต้นตลอดเรื่อง มีดาราดังที่มารับบทตั้งแต่ฮีโร่ต่อสู้กับเหล่าร้ายในภาพยนตร์แอ็กชั่นผสมตลกและรักสามเส้า ไปจนถึงเรื่องราวของครอบครัวที่เต็มไปด้วยพ่อแม่ที่โกรธเกรี้ยว การชิงรักหักสวาท การเสียสละ การฉ้อโกงและผู้ผดุงความยุติธรรม ญาติที่สูญหายและพี่น้องที่พลัดพรากโชคชะตาและความบังเอิญต่างๆ จนอาจจะดูเกินจริงสำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่ชาวอินเดีย

อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์อินเดียยังมีหนทางอีกยาวไกลเมื่อเศรษฐกิจของอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี มีแนวโน้มจะเติบโตด้วยนโยบายการสร้างงานและการพัฒนาสาธารณูปโภค รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งทำให้กำลังซื้อในประเทศเติบโตไปพร้อมกับการเปิดรับแนวคิดใหม่ในการพัฒนาภาพยนตร์ นั่นย่อมหมายถึงการพัฒนาภาพยนตร์อินเดียให้มีเนื้อหาสากลแต่ยังคงความเป็นอินเดียได้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งน่าจะทำให้สัดส่วนรายได้ของภาพยนตร์อินเดียในบ็อกซ์ออฟฟิศโลกที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7 เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เส้นทางการตลาดของภาพยนตร์ไทยทั้งในและนอกกระแสที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย


หากต้องการจะชมภาพยนตร์สักเรื่อง อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องลุกออกจากเก้าอี้ทำงาน หรือละสายตาจากโทรทัศน์ในบ้าน แล้วเปิดประตูออกสู่โลกของจอภาพยนตร์ ปัจจุบันภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะเคยสัมผัสประสบการณ์การดูหนังในโรงภาพยนตร์กันมาแล้ว เริ่มจากลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ ภาพยนตร์จึงกลายความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย

ในยุคนี้เราสามารถเลือกรับชมภาพยนตร์ด้วยช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในโรงภาพยนตร์ชั้นนำ ทั้งประเภทแผ่นซีดีและดีวีดี รวมไปถึงโลกออนไลน์ที่ปรู๊ดปราดว่องไวอย่างอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรก็สามารถเลือกชมแล้วนอนเกาพุงสบายๆกันได้ทั้งวัน หากพูดถึง ‘ตลาดภาพยนตร์’ อย่างเข้าใจง่าย ตลาดภาพยนตร์จะถูกจัดออกเป็น 2 ประเภทคือ ในกระแส และนอกกระแส

ภาพยนตร์ในกระแส (Mass) เป็นภาพยนตร์ที่เน้นความพึงพอใจของกลุ่มมวลชน มักได้รับความนิยมและทำรายได้เพราะเข้าฉายในโรงฯ ภาพยนตร์ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้คือ คอมเมอดี้ โรแมนติก สยองขวัญ และแอคชั่น เป็นต้น

ภาพยนตร์นอกกระแส หรือ อินดี้ (Indy) ภาพยนตร์ประเภทนี้มักมีเนื้อหาสะท้อนสังคม สะเทือนอารมณ์ รวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต หากคุณอยากจะดูภาพยนตร์อินดี้ดีๆ สักเรื่องก็คงจะต้องหาสถานที่ให้ดีเสียก่อน อย่าได้เผลอเดินดุ่มไปซื้อตั๋วตามโรงภาพยนตร์ เพราะหวังเพียงว่าจะมีให้ดูกันง่ายๆ เนื่องจากแนวอินดี้มักจะถูกฉายแยกออกจากโรงภาพยนตร์หลักส่วนใหญ่ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจึงเป็นทางที่ดีสำหรับการเลือกรับชมภาพยนตร์นอกกระแส

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น เนื้อหาที่สื่อออกมาเกินกว่าจะเข้าถึงจึงยากที่จะทำความเข้าใจซึ่งจะตรงข้ามกับภาพยนตร์กระแสหลัก ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ตรงประเด็น มีสีสัน และยิงตรงเข้าสู่ความต้องการเสพสื่อของผู้ชมอย่างเข้าเป้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพยนตร์กระแสหลัก จึงเจาะตลาดนำหน้าและกอบโกยรายได้เข้าเส้นชัยกว่าภาพยนตร์นอกกระแสทั้งในและต่างประเทศ ถ้าเปรียบกับกีฬามวย ภาพยนตร์ในกระแสคงปล่อยหมัดน็อคเอาท์ใส่ภาพยนตร์นอกกระแสให้หมดแรงกลางเวที ครองแชมป์เจ้าแห่งสังเวียนได้อย่างสบาย