เส้นทางการตลาดของภาพยนตร์ไทยทั้งในและนอกกระแสที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย


หากต้องการจะชมภาพยนตร์สักเรื่อง อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องลุกออกจากเก้าอี้ทำงาน หรือละสายตาจากโทรทัศน์ในบ้าน แล้วเปิดประตูออกสู่โลกของจอภาพยนตร์ ปัจจุบันภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะเคยสัมผัสประสบการณ์การดูหนังในโรงภาพยนตร์กันมาแล้ว เริ่มจากลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ ภาพยนตร์จึงกลายความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกวัย

ในยุคนี้เราสามารถเลือกรับชมภาพยนตร์ด้วยช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในโรงภาพยนตร์ชั้นนำ ทั้งประเภทแผ่นซีดีและดีวีดี รวมไปถึงโลกออนไลน์ที่ปรู๊ดปราดว่องไวอย่างอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรก็สามารถเลือกชมแล้วนอนเกาพุงสบายๆกันได้ทั้งวัน หากพูดถึง ‘ตลาดภาพยนตร์’ อย่างเข้าใจง่าย ตลาดภาพยนตร์จะถูกจัดออกเป็น 2 ประเภทคือ ในกระแส และนอกกระแส

ภาพยนตร์ในกระแส (Mass) เป็นภาพยนตร์ที่เน้นความพึงพอใจของกลุ่มมวลชน มักได้รับความนิยมและทำรายได้เพราะเข้าฉายในโรงฯ ภาพยนตร์ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้คือ คอมเมอดี้ โรแมนติก สยองขวัญ และแอคชั่น เป็นต้น

ภาพยนตร์นอกกระแส หรือ อินดี้ (Indy) ภาพยนตร์ประเภทนี้มักมีเนื้อหาสะท้อนสังคม สะเทือนอารมณ์ รวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต หากคุณอยากจะดูภาพยนตร์อินดี้ดีๆ สักเรื่องก็คงจะต้องหาสถานที่ให้ดีเสียก่อน อย่าได้เผลอเดินดุ่มไปซื้อตั๋วตามโรงภาพยนตร์ เพราะหวังเพียงว่าจะมีให้ดูกันง่ายๆ เนื่องจากแนวอินดี้มักจะถูกฉายแยกออกจากโรงภาพยนตร์หลักส่วนใหญ่ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจึงเป็นทางที่ดีสำหรับการเลือกรับชมภาพยนตร์นอกกระแส

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น เนื้อหาที่สื่อออกมาเกินกว่าจะเข้าถึงจึงยากที่จะทำความเข้าใจซึ่งจะตรงข้ามกับภาพยนตร์กระแสหลัก ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ตรงประเด็น มีสีสัน และยิงตรงเข้าสู่ความต้องการเสพสื่อของผู้ชมอย่างเข้าเป้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพยนตร์กระแสหลัก จึงเจาะตลาดนำหน้าและกอบโกยรายได้เข้าเส้นชัยกว่าภาพยนตร์นอกกระแสทั้งในและต่างประเทศ ถ้าเปรียบกับกีฬามวย ภาพยนตร์ในกระแสคงปล่อยหมัดน็อคเอาท์ใส่ภาพยนตร์นอกกระแสให้หมดแรงกลางเวที ครองแชมป์เจ้าแห่งสังเวียนได้อย่างสบาย

ความต้องการทางสินค้าและบริการในการดูหนังหรือทางโรงภาพยนตร์

การคาดหวังของการดูหนังสักเรื่องว่าเราจะได้อะไรจากการดูหนังนั้น มันยากเกินไปหรือไม่ เคยตั้งคำถามกันหรือเปล่าว่า คุณได้อะไรจากการดูหนังกันบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นดูหนังโรง ดูหนังแผ่น หรือ ดูหนังหรือ ละครทีวี จริงอยู่ที่ว่าการดูหนังแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหนังอะไรก็ตาม หากแต่จุดประสงค์หลักๆโดยส่วนใหญ่แล้วก็คือ การดูหนังเพื่อการผ่อนคลาย นอกเสียจากจะมีคนบางคน บางกลุ่ม ที่ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังแบบเอาเป็นเอาตาย ดูหนัง เพื่อจับผิด ดูหนังรักเรื่องเดิมซ้ำๆ เพราะอิน หรือกำลังอยู่ในช่วงอกหัก การดูหนังแต่ละเรื่อง จะมีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันมากมาย แม้จะบอกว่าเป็นพลอตเดิมๆ แต่ตัวแสดง หรือฉากต่างๆ อาจจะแตกต่างกัน ไม่อย่างนั้นเค้าคงไม่เอาเรื่อง คู่กรรม มารีเมคทำอีกหลายเวอร์ชั่นหรอก นั่นเพราะนักแสดง ฉาก และเหตุการณ์บางอย่าที่แทรกเข้าไป มันแตกต่างกัน ซึ่งความจริงแล้วก็คือหนังเรื่องเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันนั่นเอง

การที่เราจะดูหนังให้ได้ประโยชน์กับตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับเราว่า เราจะสามารถรับได้มากน้อยแค่ไหน เราชอบดูหนังประเภทไหน แนวไหน และหนังแต่ละเรื่องจะสื่ออะไรให้เรารู้บ้าง และเราได้อะไรจากตรงนั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การดูหนังแต่ละครั้งของเรา จะต้องมีความคิด มีจินตนาการ และหลักความจริง ที่เราสามารถยึดและนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะหนังบางเรื่องอาจเป็นเรื่องจริง สถานที่จริง ที่เราสัมผัสได้ เหมือนกับว่าเราได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ทำให้เรารู้ว่า เรื่องอย่างนี้ก็มีด้วย สถานที่นี่ก็มีด้วย บางครั้งการดูหนังตลกบางเรื่อง แม้จะมีเสียงหัวเราะเฮฮา แต่มันก็จะมีบางมุมที่หักฉากทำให้เราได้แง่คิดต่างๆได้เช่นกัน ทั้งความรู้สึกของคน ทั้งสภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ที่อ้างอิงจากเรื่องจริง ทำให้เราได้เห็นสภาพโลกกว้าง การรับรู้ความรู้สึกของคนกว้างขึ้นไปด้วยนอกจากเนื้อหาสาระและความบันเทิงแล้ว การดูหนังยังให้ประโยชน์กับเราและให้แง่คิดที่ดีด้วย อยู่ที่ว่าคุณจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรเท่านั้นเอง

พัฒนาวงการภาพยนตร์ให้ก้าวทัน AEC

ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ปี 58 วงการธุรกิจแผ่นฟิล์มถือเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ถูกเปิดกว้างให้แข่งขันกันอย่าง เสรี ซึ่งน่าสนใจว่า อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จะได้รับผลดี หรือเสีย และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร หลังปี 58

ปัจจุบันวงการภาพยนตร์ไทย มีการพัฒนาจากช่วง 10 กว่าปีก่อนมาก ทั้งตัวบทหนัง โปรดักชั่น รวมถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ แต่หากถามว่าภาพยนตร์ไทยอยู่ในระดับใดในอาเซียน ต้องบอกว่ามีหลายส่วน เพราะถ้าเป็นเฉพาะตัวภาพยนตร์ ไทย…ยังอยู่ที่ 3 ตามหลังฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

เนื่องจากภาพยนตร์ไทยมีข้อจำกัดด้านภาษา การสื่อสารทางวัฒนธรรม ทำให้มีตลาดจำกัดแค่คนไทย 60 ล้านคน แตกต่างกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่บทส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษทำให้สื่อสารไปต่างประเทศได้ง่าย แต่หากพูดในแง่การผลิต โปรดักชั่น หรือโรงภาพยนตร์ ของไทยถือว่าก้าวหน้าไปมาก สู้ได้ไม่เป็นสองรองใครในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดเสรีอาเซียน การแข่งขันในธุรกิจภาพยนตร์คงมีมากขึ้น ทั้งตลาดในอาเซียน หรือภาพยนตร์จากอาเซียนที่ออกไปขายในต่างแดน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะแม้มีจุดเด่นจากบทที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์รัก ผี หรือ ตลก และมีดาราโด่งดังแฟนคลับทั่วอาเซียน แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องภาษา และความสดใหม่ ที่เป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว ที่ทำให้น่าสนใจมากกว่า

ดังนั้นคนทำภาพยนตร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น การหันมาทำหนังร่วมทุนกับชาติในอาเซียนเพิ่มขึ้น เช่น เรื่อง “สบายดีหลวงพระบาง” ที่ใช้พระเอกคนไทย นางเอกคนลาว ซึ่งทำให้ขายได้ 2 ประเทศ และในอนาคตหากร่วมมือกัน 3-4 ชาติ จับมือกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยิ่งทำให้น่าสนใจและเปิดตลาดได้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ควรปรับบทให้มี 2 ภาษาเพื่อให้ง่ายต่อการทำตลาด รวมถึงควรใส่มุมมองในแง่ของธุรกิจเข้าไปผสมด้วย เพราะภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ใช้ทุนสูง จะมองแค่ศิลปะอย่างเดียวคงไม่ได้ ตลอดจนควรหาช่องทางสร้างรายได้อื่น นอกจากขายตั๋ว เพราะระยะหลังรายได้จากส่วนนี้มีแต่ลดลงเรื่อย ๆ

ส่วนในแง่การรวมตัวกับเอกชนของคนทำภาพยนตร์ในไทย ในนามสมาคม หรือสมาพันธ์ถือว่ามีความแข็งแกร่ง แต่ยังขาดเงินทุน และโอกาสการสนับสนุนไปโชว์ยังต่างแดนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือภาพยนตร์คุณภาพ ที่ยังมีโอกาสไปขายต่างแดนได้น้อย ทั้งที่ภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพดีหลายเรื่อง

เรื่องนี้…ถือว่าสำคัญที่ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้ขับเคลื่อน มากกว่าเพียงแค่ให้เงินสนับสนุนอย่างเดียว เช่น การนำภาพยนตร์ไทยทุกประเภทไปประชาสัมพันธ์ ไปเปิดตลาด ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่าง ๆ โดยไม่เลือกเฉพาะค่ายใหญ่ หรือการหาช่องทางฉายภาพยนตร์ให้มากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ในเวลานี้คือ…พอคนสร้างภาพยนตร์เสร็จกลับไม่มีเวทีให้ฉาย เนื่องจากระบบโรงภาพยนตร์ในไทย เหลือรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือประเภทอาร์ตไม่มีเวทีให้แสดง

ขณะเดียวกันภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการหารายได้อื่นในอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ เช่น การใช้สถานที่ในไทยเป็นฉากถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจโปรดักชั่นต่าง ๆ เพราะคนไทยมีศักยภาพมากแต่ยังขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ขออนุญาตถ่ายทำ ต้องผ่านหลายหน่วยงานมาก ทำให้ไม่สะดวก ผิดจากต่างประเทศที่รัฐอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ เพราะข้อดีนอกจากจะช่วยโปรโมตประเทศ และนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคนทำภาพยนตร์ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ช่วยพัฒนาภาพยนตร์ไทยไปในตัวด้วย

ธุรกิจภาพยนตร์ในวันนี้…ถือว่ามีความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การขายภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการเผยแพร่วัฒนธรรม ทำให้เกิดการยอมรับประเพณี ภาษา สินค้า การท่องเที่ยว เหมือนกับที่ประสบความสำเร็จในเกาหลี ภาครัฐจึงนิ่งเฉยไม่ได้และควรเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่!

การบริการของโรงภาพยนตร์และเป้าหมายหลักของการชมหนัง

14

เดี๋ยวนี้การจะไปดูหนังแต่ละเรื่องถือเป็นเรื่องที่คิดหนักกันเลยทีเดียว ด้วยค่าตั๋วที่แพงขึ้นเรื่อยๆ และยังมีข้อกำหนดหยิบย่อยอีกมากมาย โดยเฉพาะโรงของ 2 ค่ายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งโรงภาพยนตร์มากที่สุดในประเทศไทยอย่าง เครือ Major และเครือ SF ซึ่งเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงิน 150-200 บาทต่อหนัง 1 เรื่อง ซึ่งเกือบเท่ากับค่าอาหาร 2 วันเลยทีเดียว แต่ถ้าคิดนี่ว่าแพงแล้ว วันนี้เราจะพาไปดูที่แพงกว่ากับ 5 อันดับโรงภาพยนตร์ที่ค่าตั๋วแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งบางโรงแพงชนิดที่อดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มากันดูหนังกันแน่เหรอ

The Porch SFX คือโรงภาพยนตร์ที่มีค่าตั๋วแพงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีราคาต่อที่นั่ง 600 บาท ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันจันทร์-ศุกร์จะอยู่ที่ 500 บาท ทั้งนี้ ราคานี้รวม Cocktail 1 และ Snack ระหว่างรับชมภาพยนตร์ด้วย จริงๆ โรงภาพยนตร์ที่มีราคาที่นั่งสูงสุด 600 บาท ยังมีอีกโรงก็คือ กรุงศรี IMAX Paragon โดยที่นั่ง Ultimate IMAX ขายเป็นคู่คู่ละ 1,200 บาท เฉลี่ยคนละ 600 บาท แต่ในที่นี้ให้ The Portch SFX อันดับสูงกว่าเพราะราคาที่นั่งโดยเฉลี่ยสูงกว่า จุดเด่นสำคัญของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็คือ เป็นภาพยนตร์แนว Outdoor แห่งเดียวในประเทศไทย โดยจะมีการเปิดม่านฝั่งที่เห็นชายทะเลพัทยา ทำให้ผู้ชมสามารถชมภาพยนตร์ไปพร้อมๆ ดื่มด่ำวิวทิศทัศน์ทะเลพัทยา (แล้วแบบนี้จะมีกะจิตกะใจดูหนังเหรอ?) สำหรับที่นั่งของ The Porch SFX แบ่งเป็น 2 แบบคือแบบเก้าอี้กลมกับแบบเก้าอี้อาบแดด ส่วนตัวเห็นว่าใครต้องการไปเพื่อดูหนัง โรงนี้อาจไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่หากอยากพักผ่อนหรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โรงนี้ก็น่าจะพอตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง

ในสายตาของเจ้าของโรงภาพยนตร์เดี๋ยวนี้ มักมองว่าการเลือกไปชมภาพยนตร์สักเรื่อง มีอะไรที่กว่าแค่การไปชมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นกิจกรรมความบันเทิงสังสรรค์ในหมู่เพื่อน กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์สำหรับคู่รักหรือคนที่กำลังจีบกัน รวมถึงกิจกรรมสำหรับใช้เวลาว่างร่วมกันในครอบครัว โรงภาพยนตร์เดี๋ยวนี้จึงเน้นสร้างตัวเองให้เป็นแหล่งบันเทิงครบวงจรมากกว่าจะมีเพียงตัวโรงเพียงอย่างเดียว เราจึงเห็นว่าในโรงภาพยนตร์บางแห่งเลยมีทั้งลานโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ เรื่อยไปจนถึงร้านค้าร้านอาหารต่างๆ เพราะมองแบบนี้โรงภาพยนตร์จึงมักตั้งราคาตั๋วแพงๆ ไว้ได้ เพราะถือว่าได้รวมเอาความสะดวกสบายเข้าไปแล้ว ซึ่ง 5 อันดับโรงภาพยนตร์ที่มีค่าตั๋วแพงที่สุดก็คือผลของการใส่ความสะดวกสบายเข้าไปให้มากยิ่งขึ้น ทำให้ค่าตั๋วแพงกระฉูดยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของโรงภาพยนตร์ปัจจุบันโดยเฉพาะเครือ SF กับ Major ก็คือ คนที่มาดูเป็นกลุ่ม หรือพวกคู่รัก แต่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนอยากไปดูภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว หรือคนที่ไปดูคนเดียว ซึ่งบางทีก็โดนพนักงานมองด้วยสายแปลกๆ เข้าไปอีกเช่นกัน

การทำการตลาดและช่องทางการจำหน่ายของภาพยนตร์ สนุก ๆ

ภาพยนตร์ทุกชนิดมีวิวัฒนาการตามยุคสมัย มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดต้องสนใจติดตาม เพราะทฤษฎีในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในงานการตลาดและการทำหนัง ตัวแปรที่สำคัญ คือ การแข่งขันหรือคู่แข่งในตลาด การเป็นนักการตลาด ผู้กำกับภาพยนตร์ หรือคนที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมงานให้ลุล่วง ต้องมีความสามารถในการมองภาพรวมที่ต้องการออกมาให้ได้ เช่น เมื่อหนังออกฉายแล้วคนดูรู้สึกอย่างไร หรือเมื่องานเสร็จแล้ว เราต้องการความรู้สึกอย่างไรจากผู้ร่วมงาน เมื่อแคมเปญนี้ถูกปล่อยออกไปเราต้องการผลที่ได้แค่ไหน เมื่อได้ความรู้สึกตามที่ต้องการงานนั้นจึงเรียกว่าสำเร็จไม่ใช่แค่เสร็จ

การจัดจำหน่ายภาพยนต์เข้าสู่ช่องทางประเภทต่างๆที่นิยมปฏิบัติกันในสหรัฐฯปกติ แล้วจะอยู่บนพื้นฐานของกลยุทธในการกำหนดเวลาและลำดับของการจัดจำหน่าย ภาพยนต์เข้าสู่ตลาดการบริโภค- sequential distribution ที่จะช่วยรักษาความสนใจของผู้บริโภคให้ต่อเนื่องและนานพอที่จะทำรายได้ให้ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ทำการตลาดจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อตัดสินว่าจะ เริ่มต้นที่ช่องทางใดที่จะสามารถสร้างโอกาสทำรายได้ให้แก่ภาพยนต์เรื่องนั้น ได้มากที่สุด

กลยุทธในการกำหนดเวลาและลำดับของการจัด จำหน่ายสินค้าภาพยนต์เข้าสู่ตลาดที่นิยมใช้กันทั่วไปมาเป็นเวลานานคือ เริ่มต้นที่ช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าหลักคือโรงภาพยนต์ ตามติดมาด้วยการปล่อยออกสู่ตลาดค้าปลีกในรูปของการขายหรือการให้เช่า DVD หลังจากนั้นจะเป็นการนำออกเสนอฉายทางสถานีโทรทัศนที่เป็นช่องเคเบิ้ลหรือส่ง ผ่านสัญญาณดาวเทียมที่เป็นสำหรับตลาดระดับบน และท้ายสุดเป็นการฉายออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ธรรมดา

ปัจจุบันช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนต์ออกสู่ตลาดค้าปลีกและสู่ผู้บริโภคในวงกว้างในเวลา ที่รวดเร็วมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่ชั้น สูง และขนาดของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงเหล่า นี้ในชีวิตประจำวันที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ส่งผลทำให้วิธีการจัดจำหน่ายภาพยนต์เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไปจำ เป็นต้องเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เกิดกลยุทธการตลาดแบบใหม่ที่เป็นการย่นระยะเวลาและ/หรือเปลี่ยนลำดับการจัดจำหน่ายจากระบบหนึ่งเข้าสู่อีกระบบหนึ่ง โรงภาพยนต์อาจจะไม่ใช่ช่องทางหลักของการจัดจำหน่ายอีกต่อไป แม้ว่าขณะนี้การจัดจำหน่ายภาพยนต์ส่วนใหญ่ยังคงเริ่มต้นที่โรงภาพยนต์ แต่มีภาพยนต์หลายๆ เรื่องที่เริ่มต้นการจัดจำหน่ายที่ช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น ก่อนการออกฉายในโรงภาพยนต์ หรือในบางกรณีกระทำพร้อมๆไปกับการออกฉายในโรงภาพยนต์ อย่างไรก็ดี กลยุทธการจัดจำหน่ายภาพยนต์ในรูปแบบใหม่นี้เพิ่งจะถูกนำมาใช้ในตลาดสหรัฐฯ ได้ไม่นานและยังไม่มีงานวิจัยศึกษาว่าเป็นกลยุทธการตลาดที่ประสบผลสำเร็จมาก ที่สุดในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหนังและสามารถเข้าไปแทนที่ระบบการจัด จำหน่ายแบบดั่งเดิมได้อย่างเต็มที่